เล็บที่มีสุขภาพดีโดยทั่วไปมักมีพื้นผิวค่อนข้างเรียบ ไม่เปราะแตกง่าย และไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสีอย่างผิดสังเกต อย่างไรก็ตาม ลักษณะของเล็บแต่ละคนอาจแตกต่างกันตามอายุ พันธุกรรม กิจวัตรประจำวัน และสภาพแวดล้อม การสังเกตเล็บเป็นประจำจึงช่วยให้พบความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
1. เล็บเปลี่ยนสีจากเดิม
หากเล็บเริ่มมีสีเหลือง น้ำตาล เทา หรือดำ ควรสังเกตว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเล็บเพียงนิ้วเดียวหรือหลายเล็บ สีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาทาเล็บเป็นเวลานาน การสัมผัสสารเคมี การกระแทก หรือการติดเชื้อบางชนิด แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้จากสีเพียงอย่างเดียว
หากพบแถบสีเข้มที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อแถบมีขนาดกว้างขึ้น สีไม่สม่ำเสมอ หรือมีสีเข้มลามไปยังผิวหนังรอบเล็บ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน
2. ผิวเล็บขรุขระหรือเปราะแตกง่าย
การตะไบเล็บแรงเกินไป การขัดผิวเล็บบ่อยครั้ง และการลอกสีเจลออกด้วยตนเอง อาจทำให้ชั้นผิวเล็บเสียหาย เล็บจึงบางลง แตกเป็นชั้น หรือมีรอยตามแนวพื้นผิวได้
นอกจากนี้ การแช่มือในน้ำบ่อย ๆ สลับกับการปล่อยให้เล็บแห้ง รวมถึงการสัมผัสน้ำยาทำความสะอาด ก็อาจทำให้เล็บเปราะได้เช่นกัน
3. เล็บแยกออกจากเนื้อเล็บ
เมื่อเล็บเริ่มแยกออกจากเนื้อใต้เล็บ อาจเห็นบริเวณสีขาวหรือสีเหลืองบริเวณปลายเล็บ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดจากการบาดเจ็บ การทำเล็บ การติดเชื้อ หรือปัจจัยอื่น ๆ หากปล่อยให้บริเวณดังกล่าวอับชื้น อาจทำให้การดูแลรักษาซับซ้อนขึ้น
4. มีคราบสะสมใต้เล็บ
คราบใต้เล็บอาจเกิดจากสิ่งสกปรกที่สะสมในชีวิตประจำวัน แต่หากมีเนื้อเล็บหนาขึ้น เปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเศษเล็บร่วนร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรขูด แคะ หรือใช้ของมีคมแซะคราบลึกเข้าไปใต้เล็บ เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อได้
Chapter 2: การใช้ผลิตภัณฑ์ทำเล็บมากเกินไปส่งผลอย่างไร

