นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ณ กระทรวงการคลัง ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569
สำหรับรูปแบบการดำเนินโครงการจะยังคงเงื่อนไขการร่วมจ่ายในสัดส่วน 60:40 เช่นเดิม โดยจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 กันยายน 2569 และจะใช้งบประมาณจากกรอบวงเงินที่มีอยู่เดิม
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กระทรวงการคลังเสนอ และมีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย โดยการประชุมครั้งนี้มีโครงการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาเพียงเรื่องเดียว
คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของโครงการอย่างรอบคอบแล้ว เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.กู้เงิน จึงเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไป จากเดิมที่เฟสแรกจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569
สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในการขยายโครงการ จะมาจากกรอบวงเงินเยียวยา 200,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะมีวงเงินเพียงพอรองรับการขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้โยกงบประมาณจากกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่จัดไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมาใช้ในโครงการนี้
นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อรัฐบาลขยายมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในรูปแบบร่วมจ่าย 60:40 ให้กับประชาชนทั่วไปแล้ว จะต้องมีการเติมเงินช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาตามจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านคุณสมบัติ ซึ่งจะได้รับสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบปี 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาผลการทบทวนสิทธิสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรอง รวมถึงบางส่วนที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC โดยจะมีการประกาศผลในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้ จะสามารถได้รับสิทธิผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแทน
ปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26 ล้านคน มียอดการใช้จ่ายสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-16 กันยายน 2569 รวม 159,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 88,000 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 65,000 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มผู้ที่ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีจำนวน 9.5 ล้านคน ขณะที่ยังมีผู้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน
