โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 505 คน และลูกเรืออีก 15 คน มีผู้รอดชีวิตเพียง 4 คนเท่านั้น
กว่า 40 ปีผ่านไป เหตุการณ์เครื่องบิน Japan Airlines เที่ยวบิน 123 พุ่งชนภูเขาในประเทศญี่ปุ่น ยังคงถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นอุบัติเหตุเครื่องบินลำเดียวที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจุดเริ่มต้นของเที่ยวบินแห่งความสูญเสีย
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2528 เครื่องบิน Boeing 747-SR100 ของสายการบิน Japan Airlines ออกเดินทางจากกรุงโตเกียว มุ่งหน้าไปยังเมืองโอซากา เป็นเที่ยวบินภายในประเทศที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
เครื่องบินลำดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวมทั้งหมด 524 คน และออกเดินทางในเวลาประมาณ 18.12 น.
แต่หลังจากเครื่องบินขึ้นบินได้เพียง 12 นาที ก็เกิดเหตุลดความดันภายในเครื่องบินอย่างกะทันหัน เนื่องจากผนังกั้นความดันบริเวณด้านท้ายของลำตัวเครื่องบินเกิดการแตกเสียหาย
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ระบบของเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมถึงท่อระบบไฮดรอลิกทั้ง 4 เส้น ทำให้นักบินแทบไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้ตามปกติ
นักบินพยายามสุดความสามารถ แต่ไม่อาจหยุดหายนะได้
ขณะที่เครื่องบินบินอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 24,000 ฟุต หรือราว 7,315 เมตร นักบินได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยแจ้งว่ากำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการควบคุมเครื่องบิน
แม้ลูกเรือจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาระดับการบิน แต่เครื่องบินยังคงสูญเสียความสูงอย่างต่อเนื่อง จนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10,000 ฟุต หรือราว 3,600 เมตร
ประมาณ 45 นาทีหลังจากออกเดินทาง เครื่องบินได้พุ่งชนภูเขาในพื้นที่จังหวัดกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้โดยสาร 505 คน และลูกเรือ 15 คนเสียชีวิต รวมเป็น 520 คน ขณะที่มีผู้รอดชีวิตเพียง 4 คน
ผู้รอดชีวิตเล่าวินาทีสุดสยอง
หนึ่งในผู้รอดชีวิตได้เล่าย้อนถึงช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุว่า เธอได้ยินเสียงดังสนั่นอย่างรุนแรง ก่อนที่ชิ้นส่วนบริเวณเพดานเครื่องบินจะเริ่มหลุดตกลงมา
ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยความโกลาหลและไอน้ำ ผู้โดยสารต่างตื่นตระหนก ขณะที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้น พวกเขาจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต
หลังเครื่องบินตก ผู้รอดชีวิตทั้ง 4 คนต้องติดอยู่ท่ามกลางซากเครื่องบินนานถึงประมาณ 16 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะค้นพบในเวลาต่อมา
พบข้อความสุดท้ายของผู้โดยสาร
การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ภูเขาห่างไกล และเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องรอจนถึงเช้าวันถัดมา จึงสามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างเต็มรูปแบบ
สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก คือเจ้าหน้าที่พบกระดาษและข้อความบางส่วนที่ผู้โดยสารเขียนทิ้งไว้ถึงคนที่รัก
เนื้อหาในข้อความเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้โดยสารบางคนอาจเริ่มตระหนักว่าเครื่องบินกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะรอดชีวิต จึงใช้ช่วงเวลาสุดท้ายเขียนคำอำลาและฝากข้อความถึงครอบครัว
41 ปีผ่านไป ครอบครัวยังไม่ลืม
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นเวลา 41 ปีหลังเกิดเหตุ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้คนจำนวนหนึ่งได้เดินทางกลับไปยังพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้ง 520 คน
พวกเขาเดินขึ้นไปยังบริเวณสันเขาโอซุตากะ สวดภาวนาและวางดอกไม้บริเวณอนุสรณ์สถานที่ตั้งอยู่ตามเส้นทาง
หลายคนยังปล่อยลูกโป่งหลากสีขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อระลึกถึงผู้ที่จากไปในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้
