ตำรวจคอมมานโด กว่า 30 นาย บุกโรงพักปากเกร็ด ให้กำลังใจ ส.ต.อ. ถูก ด.ต. เมากร่าง ทำร้ายร่างกาย

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างหน่วยมีเรื่องทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันภายในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยผู้เสียหายเป็นนายตำรวจชั้นประทวนสังกัดตำรวจคอมมานโด ซึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาจนมีรายงานว่าเส้นเลือดในตาแตก ก่อนเดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นตำรวจสังกัด สภ.ปากเกร็ด พร้อมลูกน้องที่อยู่ในเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ภายในร้านคาราโอเกะ โดยข้อมูลจากผู้เสียหายระบุว่า ด.ต.สถาพร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่ งานป้องกันและปราบปราม สภ.ปากเกร็ด พร้อมลูกน้อง มีพฤติกรรมมึนเมาและแสดงความกร่าง ก่อนเกิดเหตุใช้กำลังตบหน้าผู้เสียหายซึ่งเป็น ส.ต.อ. สังกัดตำรวจคอมมานโด จนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเจ้าตัวกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานีตำรวจเดียวกับสถานที่รับแจ้งความ จึงทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น และกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองเกี่ยวกับความโปร่งใสในการสอบสวน

ความกังวลดังกล่าวทำให้ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหตุทะเลาะวิวาทภายในสถานบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาต่างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกัน ประชาชนจึงต้องการเห็นการตรวจสอบที่ชัดเจน เป็นกลาง และไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะตำแหน่งหรือสังกัดของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผู้เสียหายซึ่งเป็น ส.ต.อ. สังกัดตำรวจคอมมานโด ได้เดินทางกลับไปให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด เพื่อประกอบการดำเนินคดี หลังจากนั้นปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดประมาณ 30 นาย เดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บ

การเดินทางมาของตำรวจคอมมานโดจำนวนมากกลายเป็นภาพที่ได้รับความสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัวเพื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งประมาณ 30 นายได้เดินทางมาที่ สภ.ปากเกร็ด ในช่วงที่ผู้เสียหายเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน ก่อนจะมีคลิปเหตุการณ์เผยแพร่ตามมา

ภาพการรวมตัวดังกล่าวทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากผู้เสียหายเป็นตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทำร้ายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างสังกัด ขณะที่การเดินทางมาให้กำลังใจของเพื่อนร่วมหน่วยก็เกิดขึ้นในช่วงที่คดียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม การที่ตำรวจคอมมานโดเดินทางมาให้กำลังใจผู้เสียหาย ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานโดยตรง เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุและลำดับเหตุการณ์ยังต้องพิจารณาจากคำให้การ พยานหลักฐาน และผลการสอบสวนอย่างรอบด้าน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่าใครเป็นผู้กระทำอย่างไร มีผู้เกี่ยวข้องกี่คน และการใช้กำลังที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดตรงกับคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดบ้าง

ความคืบหน้าของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และ พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผู้กำกับการ สภ.ปากเกร็ด รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่มีตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับลูกน้องทำร้ายร่างกายตำรวจคอมมานโดจนได้รับบาดเจ็บ

การประชุมครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจจากสังคม โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการสอบสวน เนื่องจากผู้เสียหายเป็นตำรวจต่างหน่วยและได้เข้าแจ้งความในพื้นที่ที่ผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติงานอยู่ ผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดจึงต้องเข้ามาติดตามเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ

พล.ต.ต.ธรรมนูญ เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวว่ามีข้าราชการตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ทำร้ายร่างกายตำรวจต่างหน่วย ตนไม่ต้องการให้สังคมตีความว่าเหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานตำรวจ เพราะจากการสอบถามผู้บังคับบัญชาของ ด.ต.สถาพร ทำให้ทราบถึงคำชี้แจงเบื้องต้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากความเข้าใจผิด

ตามข้อมูลที่ผู้บังคับบัญชาได้รับ ด.ต.สถาพร เข้าใจว่า ส.ต.อ. ซึ่งเป็นตำรวจคอมมานโด อาจแอบอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโด จึงเกิดความไม่พอใจและนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงขึ้น ประกอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องมีอาการมึนเมาจากการดื่มสุรา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการสอบถามผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้เสียหายมีการแอบอ้างตัวจริงหรือไม่ ประเด็นนี้จึงยังต้องตรวจสอบจากพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยเฉพาะเหตุผลที่ทำให้เกิดการใช้กำลังภายในร้านคาราโอเกะ

พล.ต.ต.ธรรมนูญ ยังระบุด้วยว่า เบื้องต้นได้มีคำสั่งให้ย้าย ด.ต.สถาพร ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี หรือ ศปก.ภ.จว.นนทบุรี เพื่อให้การตรวจสอบและสอบสวนสามารถดำเนินไปได้โดยสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย การย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยดังกล่าวเป็นมาตรการเบื้องต้นที่เกิดขึ้นระหว่างการติดตามคดี ไม่ใช่คำตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามกฎหมายแล้ว

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรียังกล่าวถึงความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้สังคมนำเหตุการณ์นี้ไปตีความว่าเป็นการทะเลาะหรือขัดแย้งระหว่างหน่วยงานตำรวจ โดยย้ำว่าตามข้อมูลเบื้องต้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแอบอ้างว่าเป็นตำรวจคอมมานโด และผู้บังคับบัญชาของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็ยอมรับว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ทั้งเรื่องลำดับเหตุการณ์ภายในร้านคาราโอเกะ จำนวนผู้เกี่ยวข้อง พฤติกรรมของแต่ละคน และหลักฐานเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของผู้เสียหาย รวมถึงคำให้การของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาความรับผิดทางกฎหมาย

อีกด้านหนึ่ง การเดินทางมาให้กำลังใจของตำรวจคอมมานโดประมาณ 30 นาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ก็สะท้อนให้เห็นว่าคดีนี้ได้รับความสนใจจากเพื่อนร่วมหน่วยของผู้เสียหายอย่างมาก แต่สิ่งที่สังคมต้องการเห็นมากที่สุดคือการดำเนินคดีที่เป็นธรรม ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นตำรวจสังกัดหน่วยใดก็ตาม

ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกาย และคำชี้แจงเรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแอบอ้างตัวเป็นตำรวจคอมมานโด ทั้งหมดจะต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว ขณะที่การย้ายผู้ถูกกล่าวหาไปประจำ ศปก.ภ.จว.นนทบุรี ถือเป็นมาตรการเบื้องต้นที่หน่วยงานดำเนินการแล้ว เพื่อให้การติดตามคดีเดินหน้าต่อไปภายใต้ความคาดหวังว่าจะเกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย