แม่น้องฟ้าใส ยอมบอกเอง สาเหตุเรียก 40 ล้าน ตัดใจ ยกลูกให้ พม.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรี อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี (พม.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุง และเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการภาค 2 ร่วมกันหารือแนวทางช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ ด.ญ.อัจฉริยาพร หงวนกระโทก อายุ 13 ปี หรือ “น้องฟ้าใส” หลังเกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างมารดากับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในพื้นที่เมืองพัทยา

โดยมีการเชิญตัวนางศศีณีกานต์ หงวนกระโทก หรือ “แม่ดา” อายุ 51 ปี มารดาของน้องฟ้าใส เข้าพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน เบื้องต้นมีข้อสรุปให้ดำเนินการตามกระบวนการคุ้มครองเด็กชั่วคราว โดยให้หน่วยงานด้านพัฒนาสังคมเข้ามาดูแลสวัสดิภาพของน้องฟ้าใส ซึ่งผู้เป็นแม่ยินยอมตามแนวทางดังกล่าว ขณะที่น้องฟ้าใสยังแสดงความประสงค์ไม่ต้องการพบหน้ามารดาในขณะนี้

ภายหลังการหารือ แม่ดาเปิดใจต่อสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงหลายประเด็น โดยเริ่มจากกระแสตั้งข้อสงสัยว่าน้องฟ้าใสเป็นบุตรสาวแท้ ๆ หรือไม่ ยืนยันว่าตนมีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด 4 คน จากการมีสามี 2 คน โดยน้องฟ้าใสเป็นบุตรคนสุดท้อง และมีสูติบัตรยืนยันความเป็นแม่ลูกอย่างถูกต้อง

 

ส่วนประเด็นความขัดแย้งกับกลุ่มของ “สไปรท์ SPD” และ “อุงเอิง” แม่ดาชี้แจงว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาส่วนตัวหรือความไม่พอใจเรื่องเงิน แต่เป็นเพราะตนไม่ชอบสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตในวงการโซเชียลมีเดีย รวมถึงไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่มีกฎระเบียบและข้อจำกัดต่าง ๆ เนื่องจากเป็นคนรักอิสระ

แม่ดาระบุว่า เดิมตั้งใจจะเดินทางกลับพัทยาเพียงลำพัง แต่น้องฟ้าใสยังอยากเป็นยูทูบเบอร์ จึงพยายามอดทนอยู่ต่อ โดยสไปรท์และอุงเอิงพยายามรั้งให้อยู่เพื่ออนาคตทางการศึกษาของเด็ก กระทั่งภายหลังน้องฟ้าใสเข้ามากอดและร้องไห้บอกว่าอยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจเดินทางกลับด้วยกัน

สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือ แม่ดาอ้างว่าได้รับเงินสนับสนุนหลังแยกตัวออกมา 2 ครั้ง จำนวน 90,000 บาท และ 40,000 บาท รวม 130,000 บาท ก่อนกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่พัทยา

ต่อมาได้เข้ามาอยู่กับกลุ่มของนายนิวัฒน์ การะเกตุ อายุ 25 ปี หรือ “นุ้งตี้” อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแม่ดายอมรับว่า ช่วงแรกได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหารและความเป็นอยู่ แต่ระยะหลังเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการทำคอนเทนต์ โดยเฉพาะบางคลิปที่ตนไม่เต็มใจเข้าร่วม เช่น คลิปยืนบริเวณต้นมะพร้าว ซึ่งภายหลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

แม่ดายังกล่าวถึงข้อตกลงการแบ่งรายได้จากการรับงานรีวิวและถ่ายคอนเทนต์ โดยอ้างว่ามีการหักหรือแบ่งรายได้ประมาณ 20–30% ตามข้อตกลงที่ทำไว้ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวยังต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสัญญาและรับฟังคำชี้แจงจากทุกฝ่าย

ส่วนประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าอิจฉาลูกสาวเพราะมีชื่อเสียงมากกว่าตน แม่ดายืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวว่าไม่เคยคิดอิจฉาลูก และแท้จริงแล้วไม่ต้องการเข้าสู่วงการโซเชียลมีเดียตั้งแต่แรก เพราะมองว่าเป็นดาบสองคม แม้จะสร้างรายได้และโอกาส แต่ก็ทำให้ชีวิตครอบครัวถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา

สำหรับเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทและการขว้างก้อนหินจนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติออกมาแสดงความไม่พอใจ แม่ดายอมรับว่า วันเกิดเหตุตนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าจากการทำงานเสิร์ฟอาหารเป็นเวลานาน และยังไม่ได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอ จึงเกิดความเครียดและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ส่วนกรณีที่เคยพูดว่าจะฟ้องร้องเรียกเงินจำนวน 40 ล้านบาท ยอมรับว่าเป็นคำพูดที่เกิดจากความโมโหชั่ววูบ ไม่ได้มีเจตนาจะดำเนินการเรียกร้องเงินจริงตามที่พูด

นอกจากนี้ แม่ดายังยอมรับว่าเคยใช้ไม้แขวนเสื้อตีลูกสาว โดยอ้างว่าเกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนและความรับผิดชอบภายในบ้าน รวมถึงเรื่องการซักเสื้อผ้าส่วนตัว ซึ่งมองว่าลูกสาวโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แต่กลับมีปากเสียงและโต้เถียงกันบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม่ดาปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการให้ลูกสาวไปซื้อยาเสพติดจากชาวเมียนมาและการบังคับให้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมขอให้ผู้กล่าวหานำหลักฐานมายืนยัน และแสดงความพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

แม่ดากล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลน้องฟ้าใส เนื่องจากยอมรับว่าตนไม่สามารถอบรมสั่งสอนและดูแลลูกสาวได้อย่างเหมาะสมอีกต่อไป อีกทั้งกังวลว่าหากกลับมาอยู่ด้วยกัน ปัญหาเรื่องโซเชียลมีเดียและความขัดแย้งต่าง ๆ อาจกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ

“แม่เลี้ยงน้องได้แต่ตัว แต่แม่เลี้ยงใจเขาไม่ได้ ตอนนี้แม่คุ้มครองน้องไม่ได้แล้ว แม่ยังรักลูกเสมอ อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือสูง ๆ เพราะแม่ไม่มีโอกาสได้เรียน” แม่ดากล่าวด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ

ช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ แม่ดาได้ยกมือขอโทษกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยให้ความช่วยเหลือ ทั้งสไปรท์ SPD อุงเอิง และทีมงาน รวมถึงนุ้งตี้ ออดี้ พี่เบนซ์ และเจ๊เบียร์ โดยระบุว่าหากที่ผ่านมาเคยใช้คำพูดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนทำให้ผู้ใดได้รับผลกระทบ ต้องขออภัยทุกคน พร้อมขอบคุณที่เคยช่วยเหลือตนและลูกสาว

แม่ดายังยืนยันว่า แม้เคยได้รับข้อเสนอช่วยเหลือด้านการศึกษาของน้องฟ้าใสจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ตนไม่ประสงค์กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกแล้ว และต้องการให้ลูกสาวได้รับการดูแลจากหน่วยงานรัฐ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตอย่างเด็กทั่วไป

ด้านนางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” เปิดเผยว่า กรณีน้องฟ้าใสกำลังเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณามาตรการดูแลความปลอดภัย สภาพจิตใจ และอนาคตทางการศึกษาของเด็กเป็นสำคัญ

แม้น้องฟ้าใสจะมีความประสงค์อยากอยู่กับกลุ่มของนุ้งตี้ และยังสนใจการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่จำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐพิจารณาความเหมาะสมตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการทำสัญญาว่าจ้าง การสร้างรายได้ และการนำเด็กไปไลฟ์สดหรือผลิตคอนเทนต์ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก

ต้นอ้อกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน เคยได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือกรณีน้องฟ้าใสมาแล้ว และมีการประสานหน่วยงานด้านเด็กและครอบครัว ก่อนที่น้องจะได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และกลายเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ กระทั่งเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ ต้นอ้อย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่การกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องสวัสดิภาพและสภาพจิตใจของเด็ก เนื่องจากกระแสสังคมออนไลน์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อน้องฟ้าใสโดยตรง จึงต้องการให้ทุกฝ่ายลดการนำเด็กไปเป็นประเด็นขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

เบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกระบวนการคุ้มครองเด็ก พร้อมพิจารณาแนวทางจัดการศึกษาและการดูแลน้องฟ้าใสในระยะต่อไป โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก ส่วนประเด็นสัญญาจ้างและข้อกล่าวหาต่าง ๆ ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป