ยิ่งขุดยิ่งฉาว “สีกาเอ๋” ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พหลโยธิน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงผลการปฏิบัติการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อม น.ส.ปุณยวีร์ (สงวนนามสกุล) สีกาคนสนิท หลังพบพฤติการณ์เบียดบังเงินวัดกว่า 100 ล้านบาท และตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 215,229,847 บาท จากการตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุด ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และ จ.บุรีรัมย์

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้ละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

แถลงผลการดำเนินคดี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ หรือ “สมีโชติ” จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งขณะนี้ได้ลาสิกขาแล้ว และ น.ส.ปุณยวีร์ (สงวนนามสกุล) โดยเบื้องต้นอดีตพระวชิรญาณถูกแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ

ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รวมถึงสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือร้องเรียนแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ รวมทั้งมีข้อสงสัยว่าเจ้าอาวาสอาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการทุจริตเงินของวัด

จากการสืบสวนเจ้าหน้าที่พบพิรุธหลายประการ โดยแบ่งแนวทางการตรวจสอบออกเป็น 2 ส่วน ทั้งเรื่องพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยสงฆ์ และเรื่องการนำเงินที่ควรเข้าบัญชีวัดออกไป โดยเฉพาะเงินจากการทำบุญและการเช่าวัตถุมงคล

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

เจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินสำคัญ 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นเงินจากการเช่าวัตถุมงคล จำนวน 22 รายการ รวมเป็นเงินประมาณ 2.8 ล้านบาทเศษ โดยมีพยานยืนยันว่าเจ้าอาวาสเป็นผู้สั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวจริง อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อบำรุงทำนุบำรุงวัด จำนวนประมาณ 89 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบรวมกับเงินจากการเช่าวัตถุมงคลแล้วพบว่ามีจำนวนประมาณ 90-92 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบบัญชีของวัดกลับไม่พบว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าบัญชีวัด จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่พบว่ามีการทุจริตเงินของวัด

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินยังพบว่าอดีตเจ้าอาวาสมีการรับเงินบริจาคและเงินจากการเช่าวัตถุมงคลในนามวัด พร้อมออกใบอนุโมทนาบัตร แต่กลับไม่นำเงินเข้าบัญชีของวัด โดยมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นมากกว่า 100 ล้านบาท

ด้าน น.ส.ปุณยวีร์ เจ้าหน้าที่พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งทาวน์เฮาส์ 2 หลัง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และเงินฝากธนาคารกว่า 5 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ โดยพบการใช้นอมินีอำพรางการถือครองด้วยการใส่ชื่อบุตรสาว ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสมคบกันฟอกเงิน

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

ยิ่งขุดยิ่งฉาว สีกาเอ๋ ล้มละลาย 3 ปี จู่ๆรวยพลิกชีวิต

เจ้าหน้าที่ระบุว่า จากการตรวจสอบยังพบข้อมูลว่า น.ส.ปุณยวีร์เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ปี 2562 ก่อนถูกปลดล็อกให้เลิกล้มละลายในปี 2565 ซึ่งเมื่อพิจารณาช่วงเวลาประมาณ 3 ปี กลับพบว่ามีบ้าน 2 หลัง มูลค่าประมาณ 6.4 ล้านบาท มีเงินฝากประมาณ 5 ล้านบาท และมีทรัพย์สินมีค่าอีกจำนวนมาก ทั้งที่ว่างงาน จึงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ต่อมาเมื่อพยานหลักฐานมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย ก่อนเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ในวันที่ 10 ก.ย. 2569 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปปง. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 215,229,847 บาท โดยตรวจยึดจากกุฏิเจ้าอาวาส รวมมูลค่าประมาณ 205,204,733 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในบัญชีมากกว่า 290 ล้านบาท เงินสดจำนวน 138,308,986 บาท และทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาท มูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท

ส่วนการตรวจค้นบ้านพักของ น.ส.ปุณยวีร์ สามารถตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 10,025,114 บาท ประกอบด้วยเงินสด 3,873,614 บาท ทองคำหนักประมาณ 90 บาท มูลค่าประมาณ 6,151,500 บาท รวมทั้งเอกสารที่ดินและบัญชี ได้แก่ โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชี 7 เล่ม และสัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ นอกจากนี้ยังพบเอกสารสำคัญอื่น ๆ อาทิ กรมธรรม์สุขภาพ ใบประกันทองคำ 6 ใบ ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ และสลากออมสิน 4 ใบ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ย้ำว่า ทรัพย์สินและของกลางที่ตรวจยึดได้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า รายการใดเป็นทรัพย์สินของวัด รายการใดเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสหรือบุคคลอื่น จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าของกลางทั้งหมดเป็นเงินของวัดหรือเป็นของพระ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า การดำเนินคดีนี้เป็นผลงานของกองบังคับการปราบปราม โดย กก.1 บก.ป. หลังได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พร้อมทีมงานได้ดำเนินการตรวจสอบ โดยโรดแมปการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำผิดทางวินัย และส่วนที่สองคือพฤติกรรมเกี่ยวกับการนำเงินที่ควรจะเข้าวัดไปใช้ในลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าบัญชีวัดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีที่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงมีข้อสงสัยว่าอาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าอาวาสในการทุจริตเงินของวัด จึงเป็นที่มาของการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบคดีนี้มีความยากลำบาก เนื่องจากหนังสือร้องเรียนระบุว่าวัดพุทไธศวรรย์มีข้าราชการตำรวจ พ่อค้า และประชาชนจำนวนมากให้ความเคารพศรัทธา เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบเป็นพิเศษในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อลงพื้นที่สืบสวนพบพยานหลักฐานและพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน 2 เส้นทางที่นำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐาน เส้นทางแรกเป็นการออกใบอนุโมทนาบัตรให้แก่ผู้ที่ชำระเงินจากการจัดซื้อหรือเช่าวัตถุมงคล จำนวน 22 รายการ รวมเป็นเงินประมาณ 2.8 ล้านบาทเศษ โดยมีพยานยืนยันว่าเจ้าอาวาสเป็นผู้สั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรจริง ส่วนอีกเส้นทางเป็นเงินบริจาคเพื่อบำรุงทำนุบำรุงวัดจำนวนประมาณ 89 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วมีเงินประมาณ 90-92 ล้านบาท แต่กลับไม่พบเงินจำนวนดังกล่าวในบัญชีของวัด เมื่อเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย โดยอดีตเจ้าอาวาสถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และร่วมกันฟอกเงิน

ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รวมถึงฟอกเงิน ก่อนเข้าตรวจค้นในวันที่ 10 ก.ย.

หลังจากนี้ กองปราบปราม สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายผลเพื่อหาบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบและแยกให้ชัดเจนว่าเงินส่วนใดเป็นเงินของวัด เงินส่วนใดเป็นเงินส่วนตัว และดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายไปฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จ.สระบุรี พร้อมฝากถึงประชาชนและพุทธศาสนิกชนที่บริจาคเงินให้วัดผ่านบัญชีของเจ้าอาวาส หากพบหรือรู้สึกว่าเงินที่บริจาคไปแล้วถูกนำไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ สามารถเข้ามาให้ข้อมูลกับกองบังคับการปราบปรามได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันยังฝากเตือนไปยังพระภิกษุที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันให้หยุดการกระทำ หากกองปราบปรามตรวจพบจะดำเนินการอย่างจริงจัง

ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า สำหรับอดีตเจ้าอาวาสรายนี้ได้ลาสิกขาแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดยคณะสงฆ์ผู้ปกครองร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ดำเนินการให้ลาสิกขา เนื่องจากพฤติกรรมเสพเมถุนถือเป็นอาบัติปาราชิกและไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระภิกษุได้อีก ทั้งนี้ การลาสิกขาไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของเจ้าตัว

ส่วนการป้องกันปัญหาการทุจริตในวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันมีระบบสแกนคิวอาร์โค้ด หรือระบบ e-Donation เพื่อให้เงินบริจาคเข้าบัญชีวัดโดยตรง โดยเงินทุกบาทที่ประชาชนสแกนจะเข้าสู่บัญชีวัด และสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่ตู้รับบริจาคยังจำเป็นต้องมีในบางพื้นที่ เนื่องจากประชาชนสูงอายุบางส่วนไม่สามารถใช้ระบบสแกนได้

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังระบุว่า ได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. ลงพื้นที่ตรวจวัดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะวัดที่มีรายได้เข้าจำนวนมากในพื้นที่ปริมณฑล เพื่อป้องกันการทุจริต และยืนยันว่าจะหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้เจ้าหน้าที่พยายามเน้นย้ำการดำเนินคดีลักษณะนี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชน หากพบพยานหลักฐานว่าเป็นการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่นำข้อมูลมาให้กองปราบปราม เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่การทำงานของเจ้าหน้าที่

รอง ผบช.ก. ฝากประชาชน หากพบพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกลู่นอกทางหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและนำข้อมูลมาแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันปกป้องดูแลสถาบันพระพุทธศาสนา ไม่ให้ผู้กระทำผิดอาศัยความเคารพศรัทธาของประชาชนเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและภาพรวมของพระพุทธศาสนา

ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ย้ำว่า การดำเนินการของตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใสและจริงจัง โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระที่ผ่านมา ต้องแยกระหว่างพฤติกรรมของบุคคลกับพระพุทธศาสนา คำสอน ประเพณีอันดีงาม สถานที่ และแนวปฏิบัติของสังคม เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ควรนำไปเหมารวมกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด