- พบกล้องวงจรปิดรอบวัดไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบวัดป่าอดุลยาราม ตำรวจพบว่าระบบกล้องวงจรปิดภายในวัดยังมีไม่เพียงพอ โดยมีกล้องอยู่บริเวณกุฏิเจ้าอาวาสเป็นหลัก ขณะที่บริเวณประตูทางเข้า-ออกและพื้นที่โดยรอบยังไม่มีกล้องวงจรปิดที่ครอบคลุม
เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่พระสงฆ์และบุคคลภายในวัด จึงมีการรวบรวมเงินจากข้าราชการตำรวจเพื่อบริจาคให้กับวัด สำหรับนำไปติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ยืนยันว่าจะเร่งสอบปากคำพยาน เจ้าของรถ และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ท่อปูนถูกนำมาปิดทางเข้า-ออกวัด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยไม่ก้าวล่วงประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งยังอยู่ในกระบวนการยุติธรร
ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เร่งคลี่คลายกรณีท่อปูนถูกนำมาตั้งปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น หลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐาน พบรถที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รวม 4 คัน พร้อมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง 5 ฉบับ แบ่งเป็น “ป้าดา” 1 ฉบับ และเจ้าของรถอีก 4 ราย ขณะที่ตำรวจย้ำประเด็นคดีบุกรุกต้องพิจารณาแยกจากข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยความคืบหน้ากรณีมีการนำท่อปูนและเทปูนปิดบริเวณทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม โดยพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงรวบรวมคำให้การของพยานที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบพบรถที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด 4 คัน ประกอบด้วย รถตู้ 2 คัน รถผสมปูน 1 คัน และรถกระบะขนวัสดุอีก 1 คัน โดยตำรวจสามารถทราบตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับรถแต่ละคันแล้ว และได้เรียกเจ้าของรถเข้ามาสอบปากคำในฐานะพยาน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์
สำหรับคนขับรถผสมปูนให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ได้รับคำสั่งจากผู้จัดการร้านให้เข้ามาเทปูนบริเวณดังกล่าว โดยเข้าใจว่าเป็นการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขณะที่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งซื้อปูน ตำรวจก็ได้เชิญตัวมาให้ข้อมูล เพื่อสอบสวนถึงความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

- ออกหมายเรียก “ป้าดา” พร้อมเจ้าของรถรวม 5 ราย
ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกทั้งหมด 5 ฉบับ แบ่งเป็นหมายเรียก “ป้าดา” จำนวน 1 ฉบับ และหมายเรียกเจ้าของรถที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ
สำหรับหมายเรียกป้าดา ตำรวจได้จัดส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ในกรุงเทพมหานคร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประสานกลับมายังพนักงานสอบสวน
ตำรวจระบุว่า จากภาพกล้องวงจรปิดและคำให้การของพยาน สามารถยืนยันได้ว่าป้าดาปรากฏตัวอยู่ในเหตุการณ์วันเกิดเหตุ จึงจำเป็นต้องเชิญตัวมาสอบปากคำ เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพิจารณาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวในลักษณะใด
ส่วนกรณีรถตู้ 2 คันที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ประสานงานกับตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่ารถหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นในพื้นที่ สน.พระโขนงหรือไม่

- ตำรวจย้ำ “บุกรุก” แยกจากคดีกรรมสิทธิ์ที่ดิน
สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาบุกรุก พ.ต.อ.ยศวัจน์ ระบุว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาในประเด็นของ “สิทธิการครอบครอง” แยกต่างหากจากข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
หากมีบุคคลภายนอกเข้าไปรบกวนสิทธิการครอบครองของผู้ครอบครองที่ดิน ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างคู่กรณีสิ้นสุดลงเสียก่อน
ดังนั้น แม้ขณะนี้ฝ่ายวัดและฝ่ายทายาทจะยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม แต่การตรวจสอบเหตุการณ์นำสิ่งของไปปิดทางเข้า-ออกวัดถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตำรวจสามารถดำเนินการสอบสวนได้
- เคยตรวจปัสสาวะพระในวัด 3 ครั้ง
ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวอ้างว่าวัดอาจเป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ตำรวจชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้าตรวจสอบภายในวัดประมาณ 3 ครั้ง หลังได้รับเรื่องร้องเรียน
ในการตรวจสอบแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจปัสสาวะพระ ลูกวัด และบุคคลที่อยู่ภายในวัด โดยผลส่วนใหญ่ไม่พบสารเสพติด มีเพียงครั้งหนึ่งที่ตรวจพบสารเสพติดในเด็กวัด 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว
ตำรวจจึงยืนยันว่า การเข้าตรวจสอบที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการตามข้อร้องเรียนและตามหน้าที่ ไม่ได้เป็นการดำเนินการเพื่อเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

