เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมัน โดยยืนยันจากกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้งานได้ประมาณ 96 วัน จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวล
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการน้ำมันในขณะนี้ ไม่ได้มาจากการขาดแคลนน้ำมัน แต่เกิดจากระบบขนส่งที่ไม่สามารถกระจายสินค้าได้ทันเวลา โดยเฉพาะสถานีบริการที่ไม่มีบริษัทแม่ดูแล หรือปั๊มอิสระในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากถึงประมาณ 23,000 แห่ง ทำให้บางพื้นที่ไม่มีน้ำมันจำหน่าย ขณะที่สถานีบริการขนาดใหญ่ภายใต้แบรนด์หลัก เช่น ปตท. เชลล์ บางจาก ซัสโก้ และคาลเท็กซ์ มีประชาชนเข้าใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลให้บางแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราวหรือมีน้ำมันบางชนิดไม่เพียงพอ
ในส่วนของราคาน้ำมัน นายพิพัฒน์ระบุว่า จะมีการประชุมในช่วงเย็นของวันเดียวกัน และคาดว่าราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลจะมีการปรับขึ้นในวันถัดไป โดยจะปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อยในระดับหลักสตางค์ และจะพยายามควบคุมราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนปรับโครงสร้างสูตรน้ำมันดีเซลให้คล้ายกับน้ำมันเบนซินที่มีหลายประเภท เช่น E10, E20 และ E85 โดยเตรียมส่งเสริมการใช้ B20 ในภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และการเกษตร ซึ่งคาดว่าจะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล B7 ประมาณ 4–5 บาท แต่ยังต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม
สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันติดลบกว่า 12,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางแก้ไข รวมถึงการกู้เงินเพิ่มเติมจากสถาบันการเงิน ซึ่งอาจต้องได้รับการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง
นายพิพัฒน์ย้ำว่า ประเทศไทยยังมีแหล่งน้ำมันสำรองทั้งในและนอกประเทศเพียงพอ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดซื้อน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากรัสเซีย เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน แม้อาจมีข้อจำกัดด้านเงื่อนไขระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเอื้อให้การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี
