รู้แล้วอาชีพเก่า “ลุงเจ้ย ภูเก็ต” ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

จากกรณี “เต็นท์รถลุงเจ้ย ภูเก็ต” ที่กำลังถูกจับตามองอย่างหนัก หลังมีผู้เสียหายจำนวนมากออกมาร้องเรียนว่าเข้าร่วมประมูลรถยนต์และชำระเงินไปแล้ว แต่กลับไม่ได้รับรถหรือเล่มทะเบียนตามข้อตกลง โดยมีการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นสูงกว่า 100 ล้านบาท

รู้แล้วอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

ล่าสุด ในรายการโหนกระแส ได้เชิญกลุ่มผู้เสียหายและ “คุณกุ๊ก” อดีตผู้จัดการเต็นท์รถลุงเจ้ย มาเปิดใจเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมให้ “ทนายตุ๋ย” พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ร่วมวิเคราะห์ข้อกฎหมายและแนวทางช่วยเหลือผู้เสียหาย

รู้แล้วอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ
16 พฤษภาคม 2569

ช่วงหนึ่งของรายการ คุณกุ๊ก เปิดเผยว่า เธอร่วมงานกับลุงเจ้ยมานานกว่า 6 ปี แม้จะเคยออกจากงานไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงช่วยดูแลงานเบื้องหลังอยู่ตลอด ก่อนจะกลับเข้ามาช่วยบริหารอีกครั้งในช่วงที่เต็นท์รถสาขาภูเก็ตกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

เธอเล่าว่า หลังการเสียชีวิตของลุงเจ้ย ได้เกิดความขัดแย้งกับคนภายในเต็นท์รถ เนื่องจากเธอตัดสินใจนำรถบางส่วนส่งคืนให้นายทุน ซึ่งเป็นเจ้าของรถตัวจริง ทำให้หลายคนไม่พอใจ เพราะมองว่ารถเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของเต็นท์ แต่เธอยืนยันว่าการคืนรถให้เจ้าของที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

รู้แล้วอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

อดีตผู้จัดการเต็นท์รถยังเผยข้อมูลสำคัญว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับลุงเจ้ย ไม่เคยมีการขายรถผ่านระบบประมูลมาก่อน โดยรูปแบบการประมูลผ่านเพจเพิ่งเริ่มขึ้นเพียง 3-4 เดือนก่อนที่ลุงเจ้ยจะเสียชีวิตเท่านั้น และเธอเองก็ไม่ทราบว่าลุงเจ้ยนำแนวคิดดังกล่าวมาจากที่ใด

นอกจากนี้ เธอยังยอมรับว่ารู้จัก “ปรารถนา” ซึ่งเป็นนอมินีของบริษัท รู้ว่าใครคือนายทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ รวมถึงทราบที่อยู่ของรถบางคันที่กำลังตกเป็นประเด็นในขณะนี้

คุณกุ๊กยังเล่าย้อนถึงเส้นทางธุรกิจของลุงเจ้ยว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการเปิดเต็นท์รถ แต่เริ่มจากการลุงเจ้ยเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อรถจากเจ้าของแล้วส่งต่อให้เต็นท์รถรายอื่น จนสามารถสะสมทุนและขยายกิจการ เปิดเต็นท์รถแห่งแรกที่จังหวัดกระบี่ ก่อนต่อยอดสู่สาขาภูเก็ต และสร้างชื่อเสียงจากการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก

ในส่วนของระบบเงินทุน เธอระบุว่า ลุงเจ้ยมีนายทุนสนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของเต็นท์รถหรือผู้มีเงินทุนพร้อมลงทุนซื้อรถมาวางขาย ลุงเจ้ยจะเป็นผู้ชักชวนให้นายทุนร่วมลงทุน โดยอ้างว่าตลาดรถยนต์ในภูเก็ตกำลังเติบโตและขายดี

รู้แล้วอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

ข้อตกลงสำคัญคือ นายทุนจะเป็นผู้เก็บเล่มทะเบียนรถไว้เป็นหลักประกัน ส่วนรถจะถูกนำมาจอดขายที่เต็นท์ของลุงเจ้ย เมื่อขายได้แล้วจึงนำกำไรมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ตกลงไว้

ทั้งนี้ มีนายทุนในลักษณะดังกล่าวประมาณ 4-5 ราย โดยใช้วิธี “โอนลอย” คือยังไม่ระบุชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน รอจนกว่าจะมีลูกค้าซื้อรถต่อ ขณะที่ตัวรถจอดอยู่ที่เต็นท์ แต่เล่มทะเบียนและเอกสารสำคัญจะอยู่กับนายทุนทั้งหมด

รู้แล้วอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

ด้าน หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นการแยกตัวรถออกจากเล่มทะเบียนอย่างชัดเจน ซึ่งหากมีการขายรถได้จริง แต่ไม่นำเงินไปชำระคืนให้นายทุน นายทุนก็อาจไม่ส่งมอบเล่มทะเบียนให้ ทำให้ลูกค้าแม้จะได้รับรถแล้ว แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง

ขณะที่ทนายตุ๋ยยังชี้ว่า หากรถบางคันยังอยู่ระหว่างสัญญาเช่าซื้อหรือมีภาระกับไฟแนนซ์ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เพราะอาจเกิดกรณีที่ไฟแนนซ์กำลังติดตามทรัพย์สิน แต่รถกลับถูกนำมาประกาศขายต่อ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่มีผู้เสียหายหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง